ขันติ หุ่นรับใช้ชาวไอยคุปต์

ชาวอิยิปต์โบราณเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย พวกเขาจึงคิดที่จะฝังรูปแกะสลักซึ่งทำหน้าที่เสมือน “คนรับใช้” ลงไปในสุสานด้วย ซึ่งเรียกรูปแกะสลักนี่ว่า “ซับติ”

ต่อมาในราชอาณาจักรใหม่เชื่อว่าซับติเป็น “คนรับใช้” ที่มาช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าของสุสานในชีวิตหลังความตายให้ได้รับความสะดวกสบาย

ช่วงราชวงศ์ที่ 17 และ 18 หุ่นรับใช้เหล่านี้ถูกเรียกว่า “ชวับติ” ราชวงศ์ที่ 21 เรียกว่า “อูซับติ” ซึ่งส่วนมากจะเป็นรูปสลักคนในร่างมัมมี่ มีตั้งแต่ขนาด 10-30 เซนติเมตร แกะสลักจากวัสดุหลากหลายชนิด มีทั้งขี้ผึ้ง ไม้ ดินเหนียว หิน แก้ว ดินเผา และสัมฤทธิ์ บางชิ้นสลักคาถาเอาไว้บนชิ้นงานด้วย หูยย…น่าขนลุเลยทีเดียว

 

ยาผงวิเศษจากมัมมี่

         ใครจะเชื่อว่ามัมมี่จะเอามาทำยาได้ แต่ชาวยุโรปเชื่อว่ามัมมี่เป็นยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค การซื้อขายมัมมี่จึงแพร่หลายในช่วงศตวรรษที 18 เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมปรุงยารักษาโรค

ด้วยเชื่อว่ามัมมี่มีสารช่วยไม่ให้เน่าเปื่อย มัมมี่จึงกลลายเป้นของหายาก ราคาสูงขึ้น มีกรขโมยมัมมี่ออกไปจากสุสานเป็นจำนวนมาก

ต่อมาเมื่อยาผงจากมัมมี่เป็นที่ต้องการมากขึ้น จึงส่งผลให้มัมมี่ขาดตลาด มีการทำมัมมี่ปลอมจากศพของนักโทษหรือศพไร้ญาติ

จนกระทั่งมีแพทย์ออกมาประกาศยืนยันว่ายาผงวิเศษจากมัมมี่ไมได้มีสรรพคุณทางยาและช่วยรักษาโรคใดๆ แถมเป็นโทษต่อร่างกายมนุษย์อีกด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *